ครีมกันแดดทาหน้า ยี่ห้อไหนดี

Beauty

สงกรานต์ใกล้เข้ามาเต็มทีแบบนี้สาวๆหนุ่มๆทั้งหลายก็คงจะวิ่งหาครีมกันแดดกันให้ทั่ว วันนี้เรามีครีมกันแดดเจ๋งๆมาแนะนำกันไว้เป็นตัวเลือกสำหรับสงกรานต์ปีนี้ท้าแดดกันไปเลย

ครีมกันแดดทาหน้า

ครีมกันแดดทาหน้า ยี่ห้อไหนดี

หลายคนอาจจะมีคำถามบ่อยๆว่าใช้ครีมกันแดดทาหน้าตัวไหนดีไม่อยากผิวเสียไม่อยากผิวคล้ำวันนี้เรามาหาวิธีปกป้องผิวจากแสงแดดกันดีกว่านะคะ

เรียกได้ว่าเข้าสู่หน้าร้อนกันแบบเต็มพิกัดไปเลยเมื่อกรมอุตุออกมาประกาศแล้วว่าพรุ่งนี้จะมีอุณหภูมิ 40 องศายาวไปจนถึงช่วงสงกรานต์เลยทีเดียวร้อนขนาดนี้มีประเทศไทยหรือว่าดินแดนทะเลทรายกันแน่เอาเป็นว่ายังไงเราก็คงไปห้ามแบบไม่ได้เรามาหาครีมกันแดดทาหน้าแบบเจ๋งๆไว้ใช้กันดีกว่าจะได้ไม่ต้องมาเซ็งกับผิวเสียในหน้าร้อนอีกหิวดำทีนึงกว่าจะกลับมาขาวได้อีกแล้วใช้เวลาหลายเดือนแถมยังเสี่ยงกับการเป็นฝ้ากระอีกมาดูกันเลยดีกว่า

ครีมกันแดดตัวแรกที่เราจะพูดถึงก็คือ eucerin sun protection ad แม่อาย control ที่มาพร้อมกับ SPF 50 pa + + + สำหรับครีมกันแดดตัวนี้ค่อนข้างเหมาะกับคนที่ผิวแพ้ง่ายโปรยูเซอรีนจะขึ้นชื่อเรื่องครีมสำหรับคนแพ้ง่ายอยู่แล้วสำหรับใครที่ผิวบอบบางก็ลองตัวนี้ดูก็ได้นะคะเนื้อครีมจะเป็นเนื้อครีมแบบเจลทำให้รู้สึกบางเบาเวลาทาจะไม่เหนียวเหนอะหนะเหมือนครีมตัวอื่นๆถ้าให้ทั่วใบหน้าจะรู้สึกได้เลยว่าตัวนี้ซึมค่อนข้างเร็วแล้วก็ไม่มีคราบด่างด่างนอกจากป้องกันแดดแล้วครีมตัวนี้ยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องสิวด้วยคือป้องกันการเกิดสิวและฝ้าได้ค่อนข้างดีดีคือสรรพคุณที่ครีมตัวนี้ระบุไว้ราคาก็อยู่ที่ประมาณ 1260 บาทหาซื้อได้ตามร้านค้าหรือร้านขายยาทั่วไป

ครีมกันแดด nivea sun protect & white spf 50 pa + + + ครีมกันแดดของนีเวียตัวนี้เนื้อครีมจะเป็น serum คนข้างบางเบาเหมือนกันเวลาทาเกลียดทั่วใบหน้าก็ค่อนข้างง่ายเพราะว่าเนื้อครีมไม่หนาเห็นหลายๆคนใช้รีวิวกันก็บอกว่ารู้สึกได้เลยว่ากันแดดได้ค่อนข้างดีแถมไม่น่ามันอีกด้วยแล้วก็ไม่ทำให้เป็นสิวอุดตันราคาตัวนี้ค่อนข้างถูกเหมือนกันที่เซเว่นก็มีขายอยู่ที่ประมาณ 150 ถึง 300 บาท

ครีมกันแดด garnier uv spf 50 pa + + + ครีมตัวนี้ข้อดีของมันคือทาแล้วเนื้อครีมไม่เป็นคราบติดหน้าหน้าไม่วอกแล้วก็กันแดดได้ค่อนข้างนานถึงแม้ว่าแดดจะแรงมากขนาดไหนก็รู้สึกได้เลยว่าหน้าไม่หมองคล้ำก็เป็นอีกตัวหนึ่งที่คนค่อนข้างนิยมใช้กันราคาก็ถือว่าไม่สูงมากหลอดนึงก็อยู่ที่ประมาณ 250 บาทในวัตสันและบูทน่าจะมีขาย

ปัญหาสุขภาพผู้ชายที่ควรรู้

Health

หลายๆ ครั้งเราจะพบว่าเป็นผู้ชายไม่ค่อยดูแลตัวเองสักเท่าไหร่เพราะอายุมากขึ้นก็ทำให้มีโรคเจ็บป่วยมารุมเร้า วันนี้เราเลยมีบทความดีๆเกี่ยวกับวิธีการป้องกันและการดูแลสุขภาพที่จำเป็นสำหรับผู้ชายมาฝากตามไปดูกันเลยครับ

สุขภาพผู้ชาย

ปัญหาสุขภาพผู้ชายที่ควรรู้

มีปัญหาเกี่ยวกับการฉี่ ให้คุณลองสังเกตดูตัวเองสิว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการฉี่หรือการปัสสาวะบ้างหรือไม่เช่นเป็นคนที่ฉี่บ่อยหรือฉี่ยากซึ่งปัญหาเกี่ยวกับการประสวานนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับต่อมลูกหมากและสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัยระดับปฏิบัติในผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หากคุณมีอาการเหล่านี้อนาคตอาจเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่อมลูกหมากก็ได้แล้วยังเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยแต่หากเราตรวจพบเร็วโรคมะเร็งต่อมลูกหมากนั้นสามารถรักษาได้และมีโอกาสหายแบบถาวรมากถึงร้อยละ 98 เลยทีเดียวดังนั้นอย่ามองข้ามเรื่องการฉี่ของคุณ

ความต้องการทางเพศลดลงหรือเรียกว่าโรคสมรรถภาพทางเพศหย่อนซึ่งจากการวิจัยทางของต่างประเทศระบุว่าบลูสกายที่มีอายุในช่วง 40-70 ปีประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ปีใหม่ ปีมักเป็นโรคเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศด่วนซึ่งอาจจะเกิดจากความเครียดหรือความกังวลต่างๆที่ทำงานหรือร่างกายไม่แข็งแรงหรือไม่ถึงอาจจะมีโรคป่วยอื่นๆเช่นโรคเบาหวานโรคหัวใจเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้สมรรถภาพทางเพศเสื่อม

ปัญหาเรื่องกรดไหลย้อนสําหรับกรดไหลย้อนจะมีอาการแสดงออกให้เห็นคือมีอาการแสบร้อนบริเวณกลางหน้าอกซึ่งอาจเกิดจากการกินอาหารครั้งละมากๆหรือคนที่ชอบกินอาหารแล้วนอนทันทีไม่รอให้อาหารย่อยก่อนตัวนี้ก็จะทำให้เป็นกรดไหลย้อนได้ง่ายหรือคนที่กินเหล้ากินเบียร์เยอะเยอะๆสูบบุหรี่เยอะเยอะๆหรือคนที่อ้วนตัวใหญ่ก็มีโอกาสที่จะเป็นกรดไหลย้อนได้ไงวิธีการป้องกันเบื้องต้นของคนที่เป็นกรดไหลย้อนก็คือเราสามารถซื้อยาลดกรดมากินเพื่อบรรเทาอาการไข้ทุเลาลงได้แต่การรักษาระยะยาวนั้นก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุนั่นก็คือสำหรับใครที่ชอบกินเหล้ากินเบียร์สูบบุหรี่ก็ต้องปรับรถให้น้อยลงและควรหันมาออกกำลังกาย สักของคุณให้อยู่ในเกณฑ์ปกติไม่อย่างนั้นหากเราปล่อยทิ้งไว้จะส่งผลเสียกับร่างกายและเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้ในอนาคตดังนั้นอย่าชะล่าใจนะครับ

โรคมะเร็งอัณฑะ ในกลุ่มผู้ชายระหว่างช่วงอายุตั้งแต่ 15 ปีไปจนถึง 40 ปีมีความเสี่ยงที่อาจจะมีความผิดปกติดังนั้นลองสังเกตดูว่าถ้าของคุณมีความผิดปกติหรือมีอาการอื่นๆที่เขาขายหรือไม่เช่นในครอบครัวของเรามีใครที่เคยเป็นโรคมะเร็งอัณฑะหรือไม่หรือบางคนอาจจะเป็นตั้งแต่กำเนิดคือมีภาวะอัณฑะไม่ลงถุงหากคุณมีความรู้สึกว่าหนักหน่วงบริเวณอัณฑะควรไปให้แพทย์ตรวจเพื่อหาสาเหตุเพื่อป้องกันหากตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งอัณฑะจะได้วางแผนเพื่อทำการรักษาได้ตั้งแต่เนิ่นๆไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ให้มันลุกลาม

มาบอกเคล็ดลับวิธีดูแลผิวในช่วงหน้าร้อน

Beauty

ก็อย่างที่รู้กันว่าอากาศในประเทศไทยนั่นร้อนซ่อนเหลือเกินโดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน ดังนั้นเราจึงควรดูแลผิวและใส่ใจผิวเป็นพิเศษเราเลยจะมาแนะนำวิธีง่ายๆ ในการดูแลผิวมาดูกันเลย

ดูแลผิว

หน้าร้อนเดือนเมษานี้ มาดูแลผิวกันเถอะ

อันดับแรกสิ่งที่เราควรทำก่อนออกจากบ้านนั้นก็คืออย่าลืมทาครีมกันแดดครีมกันแดดจะมีสารที่ช่วยปกป้องรังสียูวีที่เป็นตัวการทำลายผิวของเราการเลือก SPF ของครีมกันแดดควรเลือกค่า SPF 30-50 เพราะเหลือช่วยปกป้องรังสี UV จากแสงแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดถ้าใครไม่อยากผิวคล้ำดำเสียไม่อยากเป็นฝ้าเป็นกระหรี่ไปซื้อครีมกันแดดมาใช้กันซะ

พยายามเลี่ยงแดดถึงแม้ว่าเราจะทาครีมกันแดดแล้วก็จริงอยู่ว่ามันป้องกันรังสี UV ได้แต่แสงแดดในประเทศไทยนั้นมันช่างจ้าเสียเหลือเกินบางครั้งอาจทำให้เรารู้สึกแสบผิวระคายเคืองผิวได้หากเป็นไปได้เราก็ไม่ควรที่จะไปตากแดดนานๆควรสวมหมวกเพื่อป้องกันแดดหรือเลือกใส่เสื้อแขนยาวเพื่อเป็นการคลุมป้องกันแดดชั้นหนึ่งหรือกางร่มช่วยก็จะดีไม่น้อย

กินน้ำเยอะเยอะๆเพราะในช่วงหน้าร้อนนี้ร่างกายของเราจะสูญเสียน้ำปริมาณมากดังนั้นถ้าใครไม่อยากให้ผิวหน้าหรือผิวพรรณของเราแห้งหยาบกระด้างก็พยายามดื่มน้ำเยอะๆอย่างน้อยวันละ 8 ถึง 10 แก้วเพื่อไปชดเชยน้ำในร่างกายที่สูญเสียไประหว่างวันการดื่มน้ำมากๆจะช่วยให้ผิวพรรณของเราชุ่มชื้นและยังดีต่อระบบต่างๆในร่างกายอีกด้วย

อย่าทารองพื้นหนาหนา ผู้หญิงทุกคนต้องแต่งหน้าเวลาออกไปนอกบ้านอยู่แล้วแต่สิ่งสำคัญที่เราอยากตื่นก็คือควรระวังเรื่องการใช้รองพื้นโดยเฉพาะในหน้าร้อนเพราะเวลาที่เหงื่อออกเครื่องสำอางต่างๆก็จะละลายและไหลมาพร้อมกับเหลือเลยทีเดียวซึ่งอาจจะเป็นผลทำให้เกิดสิวเสี้ยนสิวอุดตันต่างๆดังนั้นเราแนะนำให้เลือกใช้ครีมรองพื้นแบบบางบางไม่หนามากไปคือหลังจากที่เราทาครีมกันแดดแล้วก็ลงรองพื้นบางๆทับลงไปเพียงเท่านี้คุณก็จะสวยสดใสรับมือกับหน้าร้อนได้อย่างสบายแล้วล่ะค่ะ

ผลไม้เย็นๆชื่นใจช่วยดับร้อนได้สำหรับอายที่เราแนะนำให้เลือกกินในช่วงหน้าร้อนก็จะมีแตงโมแช่เย็นส้มหรือผลไม้ช้ำช้ำที่เราชอบก็ได้การกินผลไม้ในยามบ่ายก็จะช่วยให้ร่างกายของเรากับพี่กระเป๋าสดชื่นขึ้นได้ไม่น้อยเลยแถมยังช่วยให้ผิวพรรณเราดีขึ้นด้วยผลไม้เหล่านี้ล้วนมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย

ริมฝีปากแห้งแตกลอกเป็นขุย ทำยังไงดี

Beauty

เป็นปัญหาที่ชอบมากวนใจเราอยู่บ่อยๆริมฝีปากแห้งปากแตกลอกเป็นขุยไม่รู้จะทำยังไงดี ทาลิปสติกก็ไม่ได้ วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ ที่จะทำให้ริมฝีปากของเราเรียบเนียนและกลับมาชุ่มชื้นไม่แห้งไม่ลอกเป็นขุยง่ายมากๆ มาดูกันเลยแต่ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนดีกว่าว่าสาเหตุที่ทำให้ปากแห้งแล้วปากลอกเป็นขุยนั้นเกิดจากอะไรบ้าง

ริมฝีปากแห้ง

ปากแห้งปากลอกเป็นขุยเกิดจากอะไร

แพ้ยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปากร้อนในยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปากนั้นมีสารเคมีที่ทำให้เกิดฟองผสมอยู่ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ริมฝีปากของเราแห้งและลอกเป็นขุยหรือบางคนก็ทำให้เป็นแผลในปากได้ด้วยบางครั้งแพ้สารและเหล่านี้จนทำให้ริมฝีปากดำได้เลยทีเดียว

ชอบเลียริมฝีปากใครเป็นแบบนี้บ่อยบ่อยๆยกมือขึ้นคุณรู้หรือไม่ว่าการเรียนริมฝีปากนี่เป็นตัวการสำคัญเลยที่ทำให้ริมฝีปากของเราแห้งเพราะในน้ำลายนั้นมีเอนไซม์ที่ไปทำลายความชุ่มชื้นของปากเรานอกจากนี้การขาดวิตามินก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปากแห้งโดยเฉพาะวิตามินซีคนที่ขาดวิตามินซีมากๆ มักจะเป็นโรคปากนกกระจอก

อากาศหนาวเย็นก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ปากขาดความชุ่มชื้นทำให้ปากแห้งแตกการป้องกันก็โรงแรมทาลิปมันก็ช่วยคืนความชุ่มชื้นให้กับริมฝีปากและความอย่าเลียริมฝีปาก

เอาล่ะถึงเวลาที่เราจะมาดูวิธีคืนความชุ่มชื่นเรียบเนียนให้กับเป็นฝีปากที่แห้งแตกเป็นขุยของเรากันแล้วมาดูกันเลย

  1. ข้อแรกห้ามเลียริมฝีปากใครที่ชอบทำแบบนี้บ่อยๆรู้หรือไม่ว่าคุณทำแบบนี้บ่อยๆจะทำให้ปากคุณดำทำให้ปากแห้งและปากลอกเป็นขุยลองสังเกตดูสิว่าเวลาเราเลียปากเนี่ยจะรู้สึกได้เลยว่าปากจะแห้งมากกว่าเดิมวิธีแก้คือให้ใช้ลิปมันทาจะทำให้ปากของเรามีความชุ่มชื่น
  2. มาสักครับริมฝีปากกันเถอะการสครับเป็นการกำจัดประกอบเซลล์ผิวต่างๆที่ตายแล้วออกไปซะวิธีทำก็ง่ายๆให้เราใช้น้ำตาลทรายแดงที่ใช้ทำกับข้าวเอามาผสมน้ำผึ้งอย่างละ 1 ช้อนชาแล้วก็ใส่น้ำมันมะกอกลงไปผสมนิดหน่อยคนให้เข้ากันแล้วนำมาติดหูเบาเบาๆบริเวณริมฝีปากจะเป็นการสักครับและจะทำให้เซลล์ผิวหนังตรงริมฝีปากหลุดออกไปคุยต่างๆก็จะหลุดออกไปด้วยเมื่อ scrubb เสร็จแล้วล้างด้วยน้ำสะอาดและพยายามทาลิปมันหรือ lip balm เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ริมฝีปากบ่อยๆ

อาหารที่ผู้ป่วยโรค SLE ห้ามกิน

Health

คุณรู้จัก โรค SLE หรือไม่ในประเทศไทยอาจจะคุ้นชื่อโรคพุ่มพวงกันเสียมากกว่า วันนี้เราจะมาแนะนำการเลือกรับประทานอาหารสำหรับผู้ป่วย โรค SLE ที่ถูกต้อง ว่าควรเลี่ยงอาหารประเภทไหน ถ้าไม่อยากให้อาการทรุดหนักมาดูไปพร้อมพร้อมกันเลยค่ะ

โรค SLE

อาหารที่ผู้ป่วยโรค SLE ห้ามกิน

โรค SLE หรือ โรคแพ้ภูมิของตัวเองสาเหตุหลักๆ ของโรคนี้เกิดจากความปกติของการสร้างสมกันในร่างกาย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านเชื้อโรคและแบคทีเรียต่างๆ ที่อยู่ภายนอกร่างกายแต่ผู้ป่วยที่เป็น โรค SLE นั้น ร่างกายกลับต่อต้านภูมิคุ้มกันของตัวเองทำให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายนั้นมีการอักเสบ ในกรณีที่มีอาการรุนแรงก็จะไปทำลายอวัยวะสำคัญต่างๆ เช่น ปอด หัวใจ ระบบประสาท ไต เป็นต้น ดังนั้นสำหรับผู้ป่วยโรคนี้จึงจำเป็นที่จะต้องดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษโดยวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องอาหารและการกินที่ถูกต้อง

อาหารอะไรบ้างที่ผู้ป่วยโรคนี้ห้ามกิน

ทั้งการแพทย์เองก็ยังไม่ได้ระบุชัดเจนนักว่าอาหารประเภทไหนที่จะส่งผลกระทบกับ โรค SLE แต่โดยหลักหลักแล้วก็ควรจะต้องได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่และงดอาหารสุกๆ ดิบๆ กรุงไม่ถูกสุขลักษณะ

1. เลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงสูงอาหารจำพวกของทอดของมันทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นขนมเค้กเฟร้นฟรายโดนัทหรือขนมขบเคี้ยวต่างๆ รวมไปถึงอาหารพวกฟาสต์ฟู้ดซึ่งมีน้ำมันค่อนข้างเยอะและไขมันที่ไม่จำเป็นค่อนข้างมากอาหารที่มีไขมันเยอะอาจส่งผลให้คอเลสเตอรอลสูงซึ่งไม่เป็นผลดีแน่ๆ กับร่างกายของเราและเสี่ยงต่อการที่จะเป็นโรคอื่นอื่นแทรกซ้อนเช่นโรคเบาหวานได้ด้วย
2. เลี่ยงการดื่มกาแฟหรืออาหารเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา น้ำอัดลม แบบนี้เป็นต้น รวมไปถึงเครื่องดื่มที่ชูกำลังต่างๆ
3. อยากกินอาหารที่มีรสเค็มมากๆ ผู้ป่วยที่เป็น โรค SLE ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีรสเค็ม อาหารที่มีโซเดียมเยอะๆ เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคไตและโรคความดันสูง
4. เลี้ยงกระเทียมเราอาจจะเป็นที่รู้กันดีละว่ากระเทียมเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์มากมาย แต่กระเทียมมีสารบางชนิดที่อาจทำให้ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยโรค SLE ผิดปกติได้ เช่น มีเลือดออกในร่างกายดังนั้นควรเรียกกระเทียมและอาหารจำพวกหน่อไม้ทั้งหลาย

แล้วก็หาอะไรล่ะที่คนที่ป่วยเป็น โรค SLE ควรรับประทานนอกจากอาหารทั้ง 5 หมู่ แล้วก็ลองเลือกรับประทานแคลเซียมเสริมอาจจะเป็นแคลเซียมจากธรรมชาติ เช่น ดื่มนมถั่วเหลือง หรือกินข้าวโอ๊ต หรืองาผู้ป่วย SLE มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน ดังนั้นควรกินอาหารที่มีแคลเซียมเพิ่มบำรุงกระดูกให้แข็งแรง นอกจากแคลเซียมแล้วก็มีวิตามินดี เพราะทางการแพทย์ระบุว่าผู้ป่วย SLE ควรเลี่ยงแดด ไม่ควรตากแดดนานๆ ทำให้ผู้ป่วย โรค SLE อาจขาดวิตามินดีที่ได้รับจากแสงแดด ดังนั้นการเลือกรับประทานวิตามินดีเสริมก็จะช่วยให้ร่างกายไม่ขาดวิตามิน และสิ่งสำคัญนอกจากการรับประทานอาหารแล้วผู้ป่วยก็ต้องมีสุขภาพจิตที่ดีและควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้จิตใจแจ่มใสดื่มน้ำเยอะๆ ร่างกายจะได้รู้สึกสดชื่น