About Gizemliyiz

Here are my most recent posts

ริมฝีปากแห้งแตกลอกเป็นขุย ทำยังไงดี

เป็นปัญหาที่ชอบมากวนใจเราอยู่บ่อยๆริมฝีปากแห้งปากแตกลอกเป็นขุยไม่รู้จะทำยังไงดี ทาลิปสติกก็ไม่ได้ วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ ที่จะทำให้ริมฝีปากของเราเรียบเนียนและกลับมาชุ่มชื้นไม่แห้งไม่ลอกเป็นขุยง่ายมากๆ มาดูกันเลยแต่ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนดีกว่าว่าสาเหตุที่ทำให้ปากแห้งแล้วปากลอกเป็นขุยนั้นเกิดจากอะไรบ้าง

ริมฝีปากแห้ง

ปากแห้งปากลอกเป็นขุยเกิดจากอะไร

แพ้ยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปากร้อนในยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปากนั้นมีสารเคมีที่ทำให้เกิดฟองผสมอยู่ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ริมฝีปากของเราแห้งและลอกเป็นขุยหรือบางคนก็ทำให้เป็นแผลในปากได้ด้วยบางครั้งแพ้สารและเหล่านี้จนทำให้ริมฝีปากดำได้เลยทีเดียว

ชอบเลียริมฝีปากใครเป็นแบบนี้บ่อยบ่อยๆยกมือขึ้นคุณรู้หรือไม่ว่าการเรียนริมฝีปากนี่เป็นตัวการสำคัญเลยที่ทำให้ริมฝีปากของเราแห้งเพราะในน้ำลายนั้นมีเอนไซม์ที่ไปทำลายความชุ่มชื้นของปากเรานอกจากนี้การขาดวิตามินก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปากแห้งโดยเฉพาะวิตามินซีคนที่ขาดวิตามินซีมากๆ มักจะเป็นโรคปากนกกระจอก

อากาศหนาวเย็นก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ปากขาดความชุ่มชื้นทำให้ปากแห้งแตกการป้องกันก็โรงแรมทาลิปมันก็ช่วยคืนความชุ่มชื้นให้กับริมฝีปากและความอย่าเลียริมฝีปาก

เอาล่ะถึงเวลาที่เราจะมาดูวิธีคืนความชุ่มชื่นเรียบเนียนให้กับเป็นฝีปากที่แห้งแตกเป็นขุยของเรากันแล้วมาดูกันเลย

  1. ข้อแรกห้ามเลียริมฝีปากใครที่ชอบทำแบบนี้บ่อยๆรู้หรือไม่ว่าคุณทำแบบนี้บ่อยๆจะทำให้ปากคุณดำทำให้ปากแห้งและปากลอกเป็นขุยลองสังเกตดูสิว่าเวลาเราเลียปากเนี่ยจะรู้สึกได้เลยว่าปากจะแห้งมากกว่าเดิมวิธีแก้คือให้ใช้ลิปมันทาจะทำให้ปากของเรามีความชุ่มชื่น
  2. มาสักครับริมฝีปากกันเถอะการสครับเป็นการกำจัดประกอบเซลล์ผิวต่างๆที่ตายแล้วออกไปซะวิธีทำก็ง่ายๆให้เราใช้น้ำตาลทรายแดงที่ใช้ทำกับข้าวเอามาผสมน้ำผึ้งอย่างละ 1 ช้อนชาแล้วก็ใส่น้ำมันมะกอกลงไปผสมนิดหน่อยคนให้เข้ากันแล้วนำมาติดหูเบาเบาๆบริเวณริมฝีปากจะเป็นการสักครับและจะทำให้เซลล์ผิวหนังตรงริมฝีปากหลุดออกไปคุยต่างๆก็จะหลุดออกไปด้วยเมื่อ scrubb เสร็จแล้วล้างด้วยน้ำสะอาดและพยายามทาลิปมันหรือ lip balm เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ริมฝีปากบ่อยๆ

อาหารที่ผู้ป่วยโรค SLE ห้ามกิน

Health

คุณรู้จัก โรค SLE หรือไม่ในประเทศไทยอาจจะคุ้นชื่อโรคพุ่มพวงกันเสียมากกว่า วันนี้เราจะมาแนะนำการเลือกรับประทานอาหารสำหรับผู้ป่วย โรค SLE ที่ถูกต้อง ว่าควรเลี่ยงอาหารประเภทไหน ถ้าไม่อยากให้อาการทรุดหนักมาดูไปพร้อมพร้อมกันเลยค่ะ

โรค SLE

อาหารที่ผู้ป่วยโรค SLE ห้ามกิน

โรค SLE หรือ โรคแพ้ภูมิของตัวเองสาเหตุหลักๆ ของโรคนี้เกิดจากความปกติของการสร้างสมกันในร่างกาย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านเชื้อโรคและแบคทีเรียต่างๆ ที่อยู่ภายนอกร่างกายแต่ผู้ป่วยที่เป็น โรค SLE นั้น ร่างกายกลับต่อต้านภูมิคุ้มกันของตัวเองทำให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายนั้นมีการอักเสบ ในกรณีที่มีอาการรุนแรงก็จะไปทำลายอวัยวะสำคัญต่างๆ เช่น ปอด หัวใจ ระบบประสาท ไต เป็นต้น ดังนั้นสำหรับผู้ป่วยโรคนี้จึงจำเป็นที่จะต้องดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษโดยวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องอาหารและการกินที่ถูกต้อง

อาหารอะไรบ้างที่ผู้ป่วยโรคนี้ห้ามกิน

ทั้งการแพทย์เองก็ยังไม่ได้ระบุชัดเจนนักว่าอาหารประเภทไหนที่จะส่งผลกระทบกับ โรค SLE แต่โดยหลักหลักแล้วก็ควรจะต้องได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่และงดอาหารสุกๆ ดิบๆ กรุงไม่ถูกสุขลักษณะ

1. เลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงสูงอาหารจำพวกของทอดของมันทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นขนมเค้กเฟร้นฟรายโดนัทหรือขนมขบเคี้ยวต่างๆ รวมไปถึงอาหารพวกฟาสต์ฟู้ดซึ่งมีน้ำมันค่อนข้างเยอะและไขมันที่ไม่จำเป็นค่อนข้างมากอาหารที่มีไขมันเยอะอาจส่งผลให้คอเลสเตอรอลสูงซึ่งไม่เป็นผลดีแน่ๆ กับร่างกายของเราและเสี่ยงต่อการที่จะเป็นโรคอื่นอื่นแทรกซ้อนเช่นโรคเบาหวานได้ด้วย
2. เลี่ยงการดื่มกาแฟหรืออาหารเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา น้ำอัดลม แบบนี้เป็นต้น รวมไปถึงเครื่องดื่มที่ชูกำลังต่างๆ
3. อยากกินอาหารที่มีรสเค็มมากๆ ผู้ป่วยที่เป็น โรค SLE ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีรสเค็ม อาหารที่มีโซเดียมเยอะๆ เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคไตและโรคความดันสูง
4. เลี้ยงกระเทียมเราอาจจะเป็นที่รู้กันดีละว่ากระเทียมเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์มากมาย แต่กระเทียมมีสารบางชนิดที่อาจทำให้ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยโรค SLE ผิดปกติได้ เช่น มีเลือดออกในร่างกายดังนั้นควรเรียกกระเทียมและอาหารจำพวกหน่อไม้ทั้งหลาย

แล้วก็หาอะไรล่ะที่คนที่ป่วยเป็น โรค SLE ควรรับประทานนอกจากอาหารทั้ง 5 หมู่ แล้วก็ลองเลือกรับประทานแคลเซียมเสริมอาจจะเป็นแคลเซียมจากธรรมชาติ เช่น ดื่มนมถั่วเหลือง หรือกินข้าวโอ๊ต หรืองาผู้ป่วย SLE มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน ดังนั้นควรกินอาหารที่มีแคลเซียมเพิ่มบำรุงกระดูกให้แข็งแรง นอกจากแคลเซียมแล้วก็มีวิตามินดี เพราะทางการแพทย์ระบุว่าผู้ป่วย SLE ควรเลี่ยงแดด ไม่ควรตากแดดนานๆ ทำให้ผู้ป่วย โรค SLE อาจขาดวิตามินดีที่ได้รับจากแสงแดด ดังนั้นการเลือกรับประทานวิตามินดีเสริมก็จะช่วยให้ร่างกายไม่ขาดวิตามิน และสิ่งสำคัญนอกจากการรับประทานอาหารแล้วผู้ป่วยก็ต้องมีสุขภาพจิตที่ดีและควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้จิตใจแจ่มใสดื่มน้ำเยอะๆ ร่างกายจะได้รู้สึกสดชื่น